ช็อก! "ต้าเหนิง" แชร์ประสบการณ์ ป่วยไวรัสตับอักเสบอี ค่าตับพุ่ง 1,400 ต้นเหตุจาก "ผักสด"

ช็อก! "ต้าเหนิง" แชร์ประสบการณ์ ป่วยไวรัสตับอักเสบอี ค่าตับพุ่ง 1,400 ต้นเหตุจาก "ผักสด"

ช็อก! "ต้าเหนิง" แชร์ประสบการณ์ ป่วยไวรัสตับอักเสบอี ค่าตับพุ่ง 1,400 ต้นเหตุจาก "ผักสด"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"ต้าเหนิง" แชร์อุทาหรณ์ ป่วยไวรัสตับอักเสบอี ค่าตับพุ่ง เพราะกิน "ผักสด" เตือนกินผักสด ต่อให้ออร์แกนิกก็ต้องระวัง 

กลายเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนหันกลับมามองพฤติกรรมการกินของตัวเองอีกครั้ง หลัง “ต้าเหนิง” กัญญาวีร์ สองเมือง เล่าประสบการณ์ป่วย ไวรัสตับอักเสบอี จนค่าตับพุ่งสูง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเธอเชื่อมโยงความเสี่ยงกับอาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งอาจรวมถึงผักสดที่หลายคนมองว่าเป็นเมนูสุขภาพ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ไวรัสตับอักเสบอีเป็นการอักเสบของตับจากเชื้อ HEV โดยเชื้อถูกขับออกมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อและเข้าสู่ร่างกายทางปาก ส่วนใหญ่แพร่ผ่านน้ำดื่มที่ปนเปื้อน ขณะที่สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยระบุว่า โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือให้ถูกสุขลักษณะ

จากอาการปวดท้องเหมือนเรื่องทั่วไป สู่ตรวจพบค่าตับสูงผิดปกติ

ต้าเหนิงเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอมีอาการตัวเหลืองเป็น ๆ หาย ๆ และเคยเข้าใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกินฟักทองจำนวนมาก จึงลองหยุดกินเป็นช่วง ๆ แต่ต่อมามีอาการปวดท้องรุนแรง มีไข้ หนาวสั่น และเหงื่อออก จนรู้สึกว่าอาการครั้งนี้ไม่เหมือนการป่วยทั่วไปที่เคยเจอ

เธอยังเล่าว่า ช่วงนั้นมีประจำเดือนร่วมด้วย จึงเข้าใจในตอนแรกว่าอาการปวดท้องอาจเกี่ยวข้องกับประจำเดือนและภาวะ PCOS ที่เป็นอยู่ กระทั่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายวัน อาการปวดยังหนักและต้องได้รับยาแก้ปวดตามดุลยพินิจของแพทย์

อาการทรุดหลังออกจากโรงพยาบาล ตรวจพบตับโตและน้ำในปอด

หลังออกจากโรงพยาบาลและกลับไปทำงาน ต้าเหนิงเล่าว่าทีมงานเริ่มสังเกตว่าเธอดูไม่มีสติ ตาลอย และเหนื่อยมากเพียงแค่ขึ้นบันไดชั้นเดียว จึงแนะนำให้กลับไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อตรวจละเอียดในเวลาต่อมา แพทย์พบว่ามีภาวะตับโต มีน้ำขึ้นปอดทั้งสองข้าง และค่าตับสูงถึงราว 1,400 ซึ่งสูงกว่าค่าปกติอย่างมาก โดยรายงานจาก Daily News ระบุว่า เคสดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะอาการเริ่มต้นคล้ายการเจ็บป่วยทั่วไป แต่สุดท้ายพบว่าเกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบอี

ไวรัสตับอักเสบอีเกี่ยวกับผักสดอย่างไร

ประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่ว่าการกินผักสดทุกครั้งจะทำให้ติดไวรัสตับอักเสบอี แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่ออาหารหรือน้ำมีการปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะในกระบวนการปลูก ล้าง จัดเก็บ หรือเตรียมอาหารที่ไม่สะอาดพอ

ต้าเหนิงเล่าว่า โรคนี้เกี่ยวข้องกับอาหารไม่สะอาด และส่วนมากอาจพบจากผักสดหรือผักออร์แกนิกที่หลายคนเลือกกินเพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ โดยเธออธิบายว่า ผักบางแหล่งอาจปลูกด้วยมูลสัตว์หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านความสะอาด หากล้างหรือจัดการไม่ดีพอ ก็อาจเกิดการปนเปื้อนได้

อย่างไรก็ตาม ในเชิงการแพทย์ แหล่งแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบอีที่พบได้บ่อยยังรวมถึงน้ำดื่มปนเปื้อน อาหารที่ปนเปื้อน และเนื้อสัตว์หรือเครื่องในบางชนิดที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบสุขาภิบาลไม่ดี

ผักสดยังมีประโยชน์ แต่ต้องสะอาดจริง

ผักสดเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร แต่คำว่า “สด” หรือ “ออร์แกนิก” ไม่ได้แปลว่าปลอดเชื้อเสมอไป เพราะอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนยังมีโอกาสปนเปื้อนจุลินทรีย์ เชื้อโรค หรือสิ่งสกปรกจากดิน น้ำ ปุ๋ย ภาชนะ และมือผู้เตรียมอาหารได้

ดังนั้น คนที่ชอบกินสลัด ผักสด หรือเมนูคลีน ควรให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา การล้าง การแยกเขียงและภาชนะ รวมถึงการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ควรมองว่าอาหารสุขภาพจะปลอดภัยเสมอหากขั้นตอนความสะอาดไม่ดีพอ

อาการของไวรัสตับอักเสบอีที่ควรสังเกต

ข้อมูลจาก NSW Health ระบุว่า อาการของไวรัสตับอักเสบอีอาจรวมถึงเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง มีไข้ ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ปวดข้อ และตัวเหลืองตาเหลือง โดยอาการมักเริ่มหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-6 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีช่วงฟักตัวต่างออกไป

  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ
  • ปวดท้องรุนแรง หรือปวดแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม หรืออุจจาระสีซีด
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือมีอาการสับสน ไม่รู้สึกตัวดี

ใครต้องระวังเป็นพิเศษ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจหายได้เองเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่ไวรัสตับอักเสบอีอาจรุนแรงในบางกลุ่ม ข้อมูลจาก WHO ระบุว่าโรคนี้บางครั้งอาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงหรือตับวายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

  • หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสหลัง
  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
  • ผู้ที่มีอาการตัวเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรือค่าตับผิดปกติ

กินผักสดอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น

การป้องกันไวรัสตับอักเสบอีและโรคที่มากับอาหารปนเปื้อนเริ่มได้จากสุขอนามัยพื้นฐาน โดยเฉพาะอาหารที่กินดิบหรือไม่ผ่านความร้อน เพราะไม่มีขั้นตอนปรุงสุกมาช่วยลดเชื้อโรค

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารและก่อนกินอาหารทุกครั้ง
  • ล้างผักด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านหลาย ๆ ครั้ง โดยแยกใบและซอกผักให้ทั่ว
  • เลือกผักจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงผักที่มีกลิ่นผิดปกติ ช้ำ หรือเก็บไว้นานเกินไป
  • แยกเขียง มีด และภาชนะของผักสดออกจากเนื้อสัตว์ดิบ
  • ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำที่ผ่านการต้มสุกและบรรจุได้มาตรฐาน
  • กินอาหารปรุงสุก โดยเฉพาะเนื้อหมู เครื่องในหมู อาหารทะเล และอาหารที่เสี่ยงปนเปื้อน
  • หากไม่มั่นใจเรื่องความสะอาดของผักสด ควรเลือกผักลวกหรือปรุงสุกแทน

สรุป กินผักสดไม่ผิด แต่ต้องไม่ละเลยความสะอาด

กรณีของต้าเหนิงทำให้หลายคนเห็นว่า อาหารที่ดูดีต่อสุขภาพอย่างผักสดหรืออาหารออร์แกนิก ก็อาจมีความเสี่ยงได้หากมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิตหรือเตรียมอาหาร โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อผ่านอาหารและน้ำไม่สะอาด เช่น ไวรัสตับอักเสบอี

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลิกกินผักสดทั้งหมด แต่คือการกินอย่างระมัดระวัง เลือกแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างให้สะอาด แยกอุปกรณ์ครัว และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีไข้ ปวดท้องรุนแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอให้อาการหนักแล้วค่อยตรวจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล